คนสมุทรปราการดวงเฮง ถูกหวยรางวัลที่ 1 ถึง 3 ราย

คนสมุทรปราการเดินขึ้นโรงพัก แจ้งถูกหวยรางวัลที่ 1 ประจำงวดวันที่ 17 ม.ค. 60 ถึง 3 ราย โชคดีต้อนรับปีใหม่รับไปคนละ 6 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (17 ม.ค.) เวลา 19.00 น. ที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ มีผู้โชคดีถูกล็อตเตอรี่ รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 17 ม.ค.60 ซึ่งถือเป็นงวดแรกประจำปีนี้ เดินทางมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานถึง 3 ราย หมายเลข 145157 รับเงินสดคนละ 6 ล้านบาท

โดยรายแรกคือ นายปฎิพัทธ์ โกศลวุฒิ อายุ 33 ปี เป็นข้าราชการสังกัดกรมธนารักษ์ เดินมามาลงบันทึกประจำวันก่อนเป็นรายแรก โดยบอกว่าล็อตเตอรี่ฉบับที่ถูกรางวัลที่ 1 นี้ ซื้อมาจากร้านประจำ ซึ่งเป็นร้านของเพื่อนที่เปิดร้านกาแฟและขายล็อตเตอรี่ด้วย โดยเงินรางวัลที่ได้มาจะขอนำไปชำระหนี้ทั้งหมดก่อน ส่วนที่เหลือก็จะนำมาบริหารแบ่งเป็นสัดส่วน สำหรับใช้จ่ายและเก็บออม

ส่วนรายที่ 2 คือ น.ส.ธัญญารัตน์ ไกรอนันต์ธนกุล 34 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เดินทางมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเช่นกัน โดยได้เปิดเผยว่า ปกติตนจะซื้อล็อตเตอรี่เป็นประจำอยู่แล้ว งวดละ 5-6 ใบ ส่วนเงินรางวัลที่ได้ทั้งหมดจะนำไปใช้หนี้ส่วนตัวและหนี้สินของพ่อแม่ ส่วนที่เหลือก็จะแบ่งเป็นสัดส่วนไว้ใช้จ่าย เงินเก็บ ตลอดจนทุนการศึกษาของลูกทั้ง 3 คน

และรายที่ 3 คือ น.ส.ตองอ่อน โภคสาร อายุ 41 ปี เจ้าของร้านเสริมสวย เดินทางมาลงบันทึกประจำ เวลาประมาณ 20.40 น. โดยเปิดเผยว่าปกติจะซื้อล็อตเตอรี่งวดละ 2-3 ใบ แต่ไม่เคยถูกรางวัลใหญ่มาก่อน เคยถูกบ้างเพียงรางวัลเลขท้ายเท่านั้น ส่วนเงินรางวัลนั้นตนยังตื่นเต้นอยู่ ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไรกับเงินรางวัลก่อนใหญ่นี้

โซเชียลฯสลด! กลุ่มวัยรุ่นมัวแต่ถ่ายรูป ปล่อยเพื่อนจมน้ำดับ

(18 ม.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊กของชายหนุ่มรายหนึ่ง ซึ่งได้โพสต์ประณามคนกลุ่มหนึ่งที่ปล่อยให้เพื่อนจมน้ำเสียชีวิต โดยระบุว่า เพื่อนของตนเมาและลงไปเก็บโทรศัพท์มือถือในคลอง แต่ไม่พบโทรศัพท์จึงพยายามชูมือให้คนช่วยจับขึ้นจากน้ำ แต่ไม่มีใครช่วย กลับยืนหัวเราะและมองเพื่อนของตนชักและจมน้ำเสียชีวิต โดยระบุว่า

“ทำไมไม่ช่วยเพื่อนกู!! มึงเห็นมือเพื่อนกูป่าวว!! มันรอมือพวกมือช่วยดึงมันขึ้นมาอยู่อะ แต่พวกมึงไม่สนใจกับเอาแต่ถ่ายรูปด้วยความสนุกของพวกมึงกัน กับ 1 ชีวิตมันคุ้มอ่อ ที่พวกมึงต้องมานั่งหัวเราะกันแบบนี้อะ มึงเห็นเพื่อนกูเป็นตัวตลกในสายตามึงกันอ่อ (เพื่อนกูต้องมาตายเพราะความสนุกของพวกมึง) ถ้ากูอยู่เพื่อนกูคงไม่เป็นศพหรอก”

ต่อมา ได้มีหญิงสาวอีกราย โพสต์เฟซบุ๊ก โดยได้มีการแคปภาพหน้าเฟซบุ๊กของหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ที่ได้ระบุว่า อย่าโทษพวกเราเลย พวกเราคิดจะช่วยแล้วแต่ช่วยไม่ทันจริงๆ รวมทั้งยังมีการนำภาพบทสนทนาของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ส่งภาพของผู้เสียชีวิตขณะอยู่ในน้ำมาเปิดเผย

พร้อมกับระบุว่า ผู้เสียชีวิตคือ นายกิตติพงษ์ หรือ นนท์ และตั้งข้อสังเกตว่าหากคนที่อยู่ในเหตุการณ์คิดจะช่วยจริง ๆ ก็น่าจะช่วยทัน และเวรกรรมมีจริง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่ภาพดังกล่าวจะติดตาคนอยู่ในเหตุการณ์ไปตลอด และอยากให้คิดถึงจิตใจของคนในครอบครัวที่ต้องเจอกับความสูญเสีย

มอบตัวแล้ว หนุ่มซิ่งเก๋งเฉี่ยวจราจรบนทางม้าลาย..ที่แท้เป็นตำรวจเหมือนกัน

กรณีที่มีการเผยแพร่คลิปรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ป้ายแดง  ฝ่าสัญญาณมือของของดาบตำรวจธีระ สืบตระกูล อายุ 44 ปี ผู้บังคับหมู่งานจราจร สภ.เมืองสมุทรสงคราม ขณะปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจร บนทางม้าลายท่ามกลางสายฝนหน้าโรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม  แต่คนขับกลับเร่งเครื่องจนเฉี่ยวชน ดาบตำรวจธีระ แล้วหลบหนีไป   ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมคนขับรถที่ไม่เคารพกฏหมายอย่างรุนแรง

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.00 น.(12 ม.ค.60)  คนขับรถเก๋งคันดังกล่าวได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับพันตำรวจเอกพลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม รักษาราชการแทนผู้กำกับ สภ.เมืองสมุทรสงครามแล้ว คือ ทราบชื่อคือสิบตำรวจตรีภัทรวุฒิ   อายุ 22 ปี   เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน  โดยสิบตำรวจตรีภัทรวุฒิ ให้การว่าวันเกิดเหตุตนทำงานอยู่กรุงเทพฯได้รับแจ้งจากบ้านที่อัมพวาว่าลูกป่วย ภรรยาจึงเร่งให้ตนรีบขับรถกลับมาพาลูกไปหาหมอ ซึ่งวันนั้นฝนตกตนจึงเปิดไฟขอทางรีบกลับโดยไม่ทันได้ระวังจึงเฉี่ยวชนตำรวจจราจรตามที่เป็นข่าว ซึ่งตนต้องขอโทษดาบตำรวจธีระในฐานะรุ่นพี่ และต้องขอโทษสังคม รวมทั้งขอโทษผู้บังคับบัญชา จากนี้ไปตนจะไม่กระทำตนแบบนี้อีก ส่วนกรณีมีเฟสอ้างว่าตนรีบขับรถเนื่องจากปวดท้องต้องรีบไปเข้าห้องน้ำนั้นขอยืนยันว่าเป็นเฟสปลอม

จากนั้นดาบตำรวจธีระได้รับไหว้ขอโทษ และกล่าวตักเตือนว่าจุดที่เกิดเหตุจะมีนักเรียน และผู้ปกครอง  ข้ามทางม้าลายจำนวนมาก ทุกคนล้วนคาดหวังความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่  ซึ่งตำรวจจราจรที่ประจำจุดนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง หากไม่มีการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ ประชาชนก็จะขาดความเชื่อมั่น  เพราะแม้แต่ทางม้าลายก็ยังไม่ปลอดภัย ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีผลต่อศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตำรวจ

พันตำรวจเอกพลัฏฐ์ กล่าวว่า เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นตำรวจซึ่งยอมรับผิดว่ามีเหตุผลความจำเป็น แต่ก็ไม่พ้นความผิด ดังนั้นเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณมือเจ้าพนักงานจราจร และติดทะเบียนป้ายแดงซึ่งยังไม่จดทะเบียนเกินระยะเวลาที่กำหนด นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

เผยผลชันสูตรทอมถูกอุ้มฆ่า ยังตอบไม่ได้ถูกข่มขืนหรือไม่

จากกรณีที่ตำรวจขุดพบศพที่คาดว่าจะเป็นร่างของ นางสาวสุภัคสรณ์ หรือ น้องหญิง สาวทอมที่ถูกผกก.สภ.บ้านโป่ง สั่งลูกน้องอุ้มตัวไปจากที่พักในซอยเพชรเกษม 116 โดยฝ่ายสืบสวนทั้งของกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 และ สน.หนองค้างพลู จับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุได้แล้ว 4 ราย แล้วพาผู้ต้องหาไปชี้จุดฟังอำพรางศพที่รีสอร์ทร้างแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ก่อนนำมาผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ โดยมีพ่อแม่และญาติๆ เดินทางมาดูศพ

ล่าสุด (12 ม.ค.) พล.ต.ต.นพ. พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผย การตรวจชันสูตรพลิกศพ นางสาวสุภัคสรณ์ หรือ น้องหญิง ที่ถูกอุ้มฆ่าฝังดิน ว่า ขณะนี้แพทย์รอดีเอ็นเอจากนางสมพิศ มารดาของนางสาวสุภัคสรณ์ เพื่อยืนยันว่าศพดังกล่าวเป็นนางสาวสุภัคสรณ์จริงๆ หลังจากที่เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ แพทย์ได้ดีเอ็นเอจากนายบุญชู บิดาของนางสาวสุภัคสรณ์แล้ว

ขั้นตอนแรก แพทย์จะต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ชัดเจนว่าศพที่ถูกฝังดิน คือ ศพของนางสาวสุภัคสรณ์หรือไม่ แม้ว่าจะมีรอยสักตรงกับนางสาวสุภัคสรณ์ แต่ทางการแพทย์ต้องมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบ โดยจะใช้เวลา 1 วันในการตรวจดีเอ็นเอ ยืนยันว่า ศพที่พบเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตก่อนที่จะฝังดิน เนื่องจากแพทย์ได้ตรวจหลอดลมแล้ว และไม่พบเศษดินเข้าไปอยู่ในหลอดลมของศพ

ส่วนร่องรอยการถูกทำร้าย พบรอยฟกช้ำบริเวณหน้าผาก และตามร่างกาย แต่จากการเอ็กซเรย์ไม่พบการแตกหักของกระดูก พร้อมยืนยันว่าศพไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ ส่วนใบหน้าที่บิดเบี้ยว น่าจะมาจากการถูกฝังดินเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจนถึงขณะนี้แพทย์ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ศพถูกฝังเป็นเวลากี่วันแล้ว แต่เบื้องต้นว่าน่าจะถูกฝังมานานกว่า 1 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม แพทย์จะต้องตรวจสภาพดินที่ฝังศพ และสภาพอากาศบริเวณดังกล่าวด้วย เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อสภาพของศพ และศพที่ถูกฝังดินจะเปลี่ยนสภาพไปอย่างรวดเร็ว

พล.ต.ต.นพ. พรชัย กล่าวต่อว่า แพทย์จะทำการตรวจหลอดอาหาร เพื่อหาสารพิษต่อไป สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าจะมีการข่มขืนกระทำชำเราด้วยหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ต้องรอตรวจอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการก่อน เนื่องจากศพถูกฝังเป็นเวลานาน

ซึ่งในส่วนนี้แพทย์จะตรวจดีเอ็นเอทั้งในช่องคลอด ซอกเล็บ ว่ามีของคนอื่นปะปนหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของศพได้ ขอเวลาให้ทีมแพทย์ทำอย่างอย่างเต็มที่ และรอให้ผลตรวจออกมาชัดเจนก่อน จึงจะเปิดเผยต่อสาธารณะได้

โดยในวันนี้ ยังไม่สามารถส่งศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ เนื่องจากแพทย์อยากจะตรวจให้ครบถ้วน ละเอียดก่อน และการตรวจศพมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และกระบวนการตรวจชันสูตรศพทั้งหมด จะดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์

หนุ่มร้อยเอ็ดหึงแฟนสาวกิ๊ก รปภ.ใช้ปืนทุบหัวเจ็บ

หนุ่มร้อยเอ็ด หึงแฟนสาว แอบกิ๊ก รปภ. บุกเดี่ยวไปเจรจาที่ธนาคาร ตกลงไม่ได้ แย่งปืนทุบหัว ระบายแค้น ก่อนวิ่งหลบหนี

พ.ต.ต.ชาญชัย นนชนะ พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองร้อยเอ็ด รับแจ้งจากธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาร้อยเอ็ด ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนผดุงพานิช หน้าวัดกลามิ่งเมือง กลางเมืองร้อยเอ็ด ว่า มีหนุ่มฉายเดี่ยวเข้าไปที่ธนาคารแล้วแย่งชิงปืน ลูกโม่ขนาด .38 ของนายพีระวุฒิ ผลาเสพ อายุ 28 ปี รปภ. ซึ่งทำหน้าที่หน้าธนาคาร ก่อนจะทำร้ายร่างกาย ด้วยการตีหัวแตก เลือดออกหูล้มลง แล้วหลบหนีไป จากการสอบสวนทราบผู้ก่อเหตุ คือ นายปรัชญา บุญเกิด อายุ 36 ปี ได้ ถูกควบคุมตัวได้ ที่หน้ารีสอร์ตแห่งหนึ่งในเขต อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด

พ.ต.ท.ไพรัตน์ บุปผา รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากการสอบปากคำ นายปรัชญา ผู้ก่อเหตุ ให้การอ้างว่า แต่งงานอยู่กินกับภรรยา ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารที่เกิดเหตุ และทราบมาว่า นายพีระวุฒิ ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่ธนาคารเดียวกันนั้น มาติดพัน ตนเองจึงมาเคลียร์ปัญหาที่ธนาคารที่เกิดเหตุ โดยมีผู้จัดการธนาคารมาเจรจาเพื่อหาข้อยุติ และให้เลิกยุ่งกับภรรยาของตน

แต่ นายพีระวุฒิ กลับไม่ยอมคุยด้วย และเดินหนีออกมาจากห้องผู้จัดการธนาคาร พร้อมกับพูดในทำนองว่า ภรรยาของตนเอง ไปยุ่งกับ นายพีระวุฒิ ทำให้ตนเกิดโมหะจริต และด้วยความแค้น จึงตามไปกระโดดถีบ นายพีระวุฒิ แล้วกระชากเอาปืนจากเอว ของ นายพีระวุฒิ แล้วทุบตีไปที่ศีรษะหลายครั้งจนล้มลง ก่อนที่ตนเองจะวิ่งขึ้นรถยนต์กระบะของตนเองหลบหนีไป หลังจากการบันทึกปากคำแล้วได้นำตัวส่ง มอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี

ญาติร่ำไห้รับศพสาวทอมถูกอุ้มฆ่า เชื่อวิญญาณสิงร่างแม่

จากกรณีที่ตำรวจขุดพบศพที่คาดว่าจะเป็นร่างของ นางสาวสุภัคสรณ์ หรือน้องหญิง สาวทอมที่ถูกผกก.สภ.บ้านโป่ง สั่งลูกน้องอุ้มตัวไปจากที่พักในซอยเพชรเกษม 116 โดยฝ่ายสืบสวนทั้งของกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 และสน.หนองค้างพลู จับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุได้แล้ว 4 ราย แล้วพาผู้ต้องหาไปชี้จุดฟังอำพรางศพที่รีสอร์ทร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนนำมาผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ โดยมีพ่อแม่และญาติๆ เดินทางมาดูศพ

ทั้งนี้ผู้เป็นแม่ยังอยู่ในอาการเศร้าโศก สาปแช่งกลุ่มผู้ก่อเหตุที่มาทำกับลูกสาวถึงขนาดนี้ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับคนร้ายมาดำเนินคดีให้ครบทุกคน พร้อมเปิดเผยว่าหลังจากลูกสาวจบการศึกษาชั้นม.3 ก็มาร้องเพลงอยู่กับพ่อที่ร้านอาหาร ย่านพุทธมณฑลสาย 4 ส่งเงินมาให้ใช้ทุกเดือน หากเดือนไหนมีรายได้มากก็จะส่งมาให้เดือนละ 2-3 หมื่นบาท

ซึ่งระหว่างที่พูดคุยอยู่ท่ามกลางญาติพี่น้อง จู่ๆ ในขณะนั้นผู้เป็นแม่ได้เกิดอาการตาแข็งค้างและพูดจาตะคอกโวยวาย พร้อมกับกล่าวเป็นภาษาอีสานว่า ใครทำกู กูจะเอามันให้ตายให้หมด ซึ่งญาติๆ เชื่อว่าเป็นน้ำเสียงของนางสาวสุภัคสรณ์ จึงจุดธูปให้ไปไหว้ขอขมา

ต่อมาเมื่อเวลา 01.20 น. (12 ม.ค.) เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิได้นำศพเดินทางจากรีสอร์ตใน อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี มาถึงที่สถาบันนิติเวช ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเข็นศพเข้าไปด้านในญาติได้รำ่ให้ ร้องตะโกนเสียงดังว่า “ลูกกูต้องไม่ตายฟรี” ภายหลังเจ้าหน้าที่เข็นศพเข้าไปเพื่อทำการตรวจพิสูจน์ ทางญาติจึงเดินทางกลับ โดยจะเดินทางมาติดต่อรับศพอีกครั้งในช่วงเช้า

ชุมพรน้ำป่าซัดบ่อพังจระเข้หนัก 200 กก.หลุด โชคดีจับได้

ระทึกจระเข้พันธุ์น้ำจืดขนาดใหญ่หนัก 200 กก.น้ำป่าซัดกำแพงบ่อเลี้ยงพังหลุดออกมาอาบแดดข้าง บขส.ชุมพร ทำชาวบ้านแตกตื่น ต้องระดม ตำรวจ หน่วยกู้ภัย ปศุสัตว์ ประมง นับสิบคน จับไปไว้ที่ปลอดภัย

วันนี้ (10 ม.ค.60) เวลา 14.00 น. ศูนย์วิทยุ 191 กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน พบจระเข้ตัวขนาดใหญ่นอนอาบแดดอยู่ในพงหญ้าข้างสถานี บขส.ชุมพรเมืองใหม่ ถนนเอเชีย 41 หมู่ 1 ตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร  และได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ

จากนั้น พ.ต.อ.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ รรท.ผบก.ภ.จ.ชุมพร ได้สั่งการให้กำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยชาวบ้าน และเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง พร้อมประสานไปยังหน่วยกู้ภัยสายชลมูลนิธิชุมพร และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ พบว่า จุดเกิดเหตุติดกับด้านหลังสถานี บขส. ซึ่งเป็นย่านชุมชนมีชาวบ้านมุงดูจำนวนมาก เจ้าหน้าที่พยามยามกันออกไปเกรงจะไม่ปลอดภัย และพบจระเข้น้ำจืดตัวขนาดใหญ่อายุกว่า 20 ปี ยาว 4 เมตร น้ำหนัก 200 กิโลกรัม นอนอาบแดดนิ่งอยู่บนเนินดินในพงหญ้า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณข้างเคียงมีสระเลี้ยงขนาดใหญ่มีกำแพงล้อมรอบ ส่วนกำแพงปูนด้านทิศตะวันออกตกสถานี บขส. ถูกกระแสน้ำซัดจนพังทั้งแถบ และมีร่องรอยของจระเข้คลานขึ้นมาจนหญ้าราบเป็นทางไปบนเนินดิน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะใช้ปืนยิงยาสลบแต่เนื่องจากจระเข้มีตัวขนาดใหญ่มากเกรงว่ากว่ายาสลบจะออกฤทธิ์อาจคลานลงบ่อเลี้ยงหรือลำห้วยข้างเคียง จึงตัดสินใจใช้เชือกในล่อนคล้องคอและจับมัดขามัดหาง โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระวัดระวังอย่างสูงกว่าจะจับตัวได้สำเร็จนานกว่า30 นาที

จากการตรวจสอบทราบว่าบ่อเลี้ยงดังกล่าวมี นายเสณี สุวรรณวงษ์ อายุ 46 ปี ผู้ดูแล ส่วนเจ้าของคือ นายกิตติ กิตติชนธวัช ประธานหอการค้าชุมพรและประธานสภาอุตสาหกรรมชุมพร ได้เลี้ยงไว้นานกว่า 20 ปี ช่วงแรกเลี้ยงไว้ราว 30 ตัว และขายไปจนหมดแล้ว เหลือเลี้ยงไว้เพียงตัวเดียว จนมาเกิดน้ำท่วมและกระแสน้ำซัดกำแพงพัง กระทั่งเมื่อน้ำลดเจ้าของยังไม่ได้ซ่อมกำแพงทำให้จระเข้คลานขึ้นมาอาบแดดข้างสถานี บขส.ดังกล่าว ทำเอาชาวบ้านที่ไปพบเห็นแตกตื่นไปตามๆ กัน หลังจับจระเข้แล้วเจ้าหน้าที่กรมประมงได้นำไปไว้ที่ปลอดภัยเนื่องจากบ่อเลี้ยงดังกล่าวไม่มีความปลอดภัยและจะตรวจสอบการครอบครองว่าได้รับการขออนุญาตหรือไม่ต่อไป

โจ๋เพิ่งพ้นโทษสถานพินิจ แข่งรถซิ่งหลุดโค้งชนกระบะเสียชีวิต

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 10 ม.ค. 60 ร.ต.ท.พิชัย กงทิพย์ รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.เวียงคุก อ.เมืองหนองคาย ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บนถนนหนองคาย-ท่าดอกคำ พื้นที่บ้านหนองเดิด ต.เมืองหมี จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบร่างของนายณัฐพล  อายุ 16 ปี  สวมเสื้อยืดสีเทาดำ กางเกงขายาวสีดำ ศีรษะแตก ขาทั้งสองข้างมีบาดแผลฉกรรจ์ นอนเสียชีวิตอยู่ใกล้กับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 100 สีเทาดำ ทะเบียน 1 กจ 7248 หนองคาย ด้านหน้ารถพังเสียหาย ห่างไปประมาณ 25 เมตร พบศพชายวัยรุ่นชาย ไม่ทราบชื่อ  อายุประมาณ 16 ปี สวมเสื้อยืดสีแดง กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ผมรองทรงยาวย้อมสีทองมัดจุก นอนหงายเสียชีวิตในสภาพศีรษะแตก   คู่กรณีเป็นรถยนต์กระบะโตโยต้า  สีบรอนด์ ทะเบียน บล 3583 อุดรธานี ด้านหน้าพังยุบเข้าไป มีนายเอกชัย อายุ 34 ปี  พนักงานบริษัทเบทาโกร สาขาหนองคาย เป็นคนขับ และยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่อยู่

สอบสวนนายเอกชัย คนขับรถยนต์กระบะ ให้การว่า ตนขับรถกำลังจะเข้าไปทำงานในตัวเมืองหนองคาย เห็นรถจักรยานยนต์ 2 คัน ขับแข่งกันมาด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งเล็กน้อย รถจักรยานยนต์คันหนึ่งขับสวนไป ส่วนอีกคันเสียหลักหลุดโค้งพุ่งมาชนรถของตนอย่างจัง  ขณะที่รถจักรยานยนต์ที่ขับแข่งกันมาไม่ได้เลี้ยวกลับมาดู ตนจึงจอดรถรอให้การกับเจ้าหน้าที่

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่นั้น  นายอานนท์ พร้อมภรรยา ได้ขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ  เมื่อมาเห็นสภาพศพนายณัฐพล ลูกชายที่เสียชีวิตก็กอดศพร้องไห้ด้วยความเสียใจ โดยนายอานนท์กล่าวว่า ลูกชายตนเพิ่งออกจากสถานพินิจมาได้เพียงสัปดาห์เดียว ส่วนผู้เสียชีวิตอีกคนเป็นเพื่อนที่ออกจากสถานพินิจมาด้วยกัน แต่ตนไม่รู้จักชื่อ ก่อนเกิดเหตุลูกชายกับเพื่อนอยู่ที่บ้าน ไม่นานก็พากันขี่รถจักรยานยนต์ออกมา จนตนได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุจึงรีบออกมาดู ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

กรมบังคับคดีช่วยลูกหนี้ชั้นบังคับคดีที่ประสบอุทกภัย

กรมบังคับคดี จัดโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ชั้นบังคับคดี ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้ ขอผู้ที่ประสบภัยแจ้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททุกจังหวัด

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ซึ่งทาง กรมบังคับคดีได้ดำเนินการเชิงรุก ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยได้ประสานไปยังรองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อจัดโครงการ ไกล่เกลี่ยหนี้ชั้นบังคับคดี ให้กับลูกหนี้ชั้นบังคับคดีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยมีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัดทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยหนี้ชั้นบังคับคดี เพื่อลดโอกาสการถูกยึดและอายัดทรัพย์ และเปิดโอกาสให้มีการไกล่เกลี่ยหนี้ต่อไป

ดังนั้น ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ประสงค์จะขอไกล่เกลี่ยหนี้ในชั้นบังคับคดี สามารถแจ้งความประสงค์ มายังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรมบังคับคดีทางหมายเลข 0 2887 5085, 0 2887 5072 หรือที่สายด่วน กรมบังคับคดี 1111 กด 79 หรือส่งคำร้องมายังศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรมบังคับคดี ทางโทรสารหมายเลข 0 2881 4816 หรือสามารถติดต่อด้วยตนเองที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกรมบังคับคดีจะได้ประสานไปยังเจ้าหนี้เพื่อแจ้งความประสงค์ในการขอไกล่เกลี่ยหนี้ในชั้นบังคับคดีต่อไป ทั้งนี้ กรมบังคับคดีจะได้ส่งรายละเอียดโครงการดังกล่าวไปยังศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ สำนักนายกรัฐมนตรี

ญาตินำคนร้ายตัวจริงมอบตัว หลังน้องเขยตกเป็นแพะคดีลักรถ

ครอบครัวและลูกอีก 3 คนของนายพิพัฒน์ บัวน้อย แพะผู้ตกเป็นคนร้ายในคดีขโมยรถ เมื่อปี 2557 ได้เดินทางยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ปล่อยตัวนายพิพัฒน์ พร้อมทั้งพาคนร้ายตัวจริงมาแสดงตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันนี้ (10 ม.ค.) ทนายความพร้อมด้วยครอบครัวและลูกอีก 3 คนของนายพิพัฒน์ บัวน้อย หนุ่มเคราะห์ร้ายที่ตกเป็นแพะในคดีขโมยรถ ออกมาร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายพิพัฒน์ โดยคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เมื่อนายอำนาจ ใหม่ปิยะ พี่ชายของภรรยานายพิพัฒน์ กลับมาเยี่ยมบ้านที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แล้วได้ร่วมกับน้องชายชื่อ นายฟลุ๊ก ยึดเอารถจักรยานยนต์ของลูกหนี้รายหนึ่งของนายฟลุ๊กมาชดใช้แทนหนี้ที่ติดไว้มูลค่า 20,000 บาท

จนกระทั่งแม่ของลูกหนี้รายนั้นแจ้งความเอาผิดนายฟลุ๊กและพวกในข้อหาลักทรัพย์ แต่ในตอนที่ตำรวจมาจับกุมตัวผู้กระทำผิด นายอำนาจได้เดินทางออกจากพื้นที่ไปแล้ว ตำรวจจึงจับตัวนายพิพัฒน์ไปแทน ท่านกลางความงุนงงของคนรอบข้างที่รู้ว่าใครคือคนร้ายตัวจริง

นายพิพัฒน์ ต่อสู้คดีในชั้นศาลนานกว่า 1 ปี โดยพยานบุคคลต่างให้การไปในทางเดียวกันว่านายพิพัฒน์ไม่ใช่คนร้ายในคดีนี้ แต่ในท้ายที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาจำคุกนายพิพัฒน์เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน และไม่อนุญาตให้ประกันตัวออกมาสู้คดี เมื่อนายอำนาจทราบข่าว จึงตัดสินใจเข้ามอบตัวเพื่อช่วยเหลือน้องเขยที่ต้องตกเป็นแพะในคดีของตน

ตลอดเวลาที่นายพิพัฒน์และครอบครัวต้องยอมรับกับความผิดที่ไม่ได้ก่อ ทำให้ต้องพบเจอความลำบากมากมาย รวมถึงความรู้สึกปวดร้าว ที่ไม่สามารถร้องขอความยุติธรรมและความเป็นธรรมจากใครได้ นอกจากภรรยาและลูก ๆ อีก 3 คนแล้ว นายพิพัฒน์ยังเป็นเสาหลักเลี้ยงดูญาติของภรรยาและหลานอีก 2 คนอีกด้วย

หลังได้รับการร้องเรียนทนายวรกร พงศ์ธนากุล ได้นำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรม ให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อนำความเป็นธรรมกลับคืนสู่ผู้บริสุทธิ์อย่างนายพิพัฒน์ บัวน้อย รวมทั้งอยากให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้สังคมได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของการจับแพะ ที่ไม่ใช่จะตกอยู่แค่กับตัวแพะ แต่ยังหมายถึงความเดือดร้อนที่จะเกิดกับครอบครัวของเขาเหล่านั้นอีกด้วย